ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นเครื่องมือของรัฐประเภทหนึ่ง ที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี มีกำหนดสิบสองเดือนต่อหนึ่งรอบระยะเวลา บัญชี นอกจากนี้ยังมีวิธีการจัดเก็บวิธีอื่นอีก คือ เก็บจากยอดรายรับหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือเก็บจากค่าโดยสาร ค่าระวางฯ ของกิจการขนส่งระหว่างประเทศ หรือเก็บจากการจำหน่ายเงินกำไรไปต่างประเทศ เป็นต้น

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

  1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
  2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย(กรณีมีสาขาในไทย) หรือมีตัวแทนซึ่งเป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย
  3. กิจการขนส่งระหว่างประเทศ
  4. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย
  5. กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางการค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
  6. กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไรระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคลอื่น

เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

  1. ยกเว้นตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
  2. ยกเว้นตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม
  3. ยกเว้นค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงจากการรับบริจาคของมูลนิธิหรือสมาคม
  4. ยกเว้นเงินได้จากกิจการของโรงเรียนเอกชนที่มูลนิธิหรือสมาคมจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนกำไรสุทธิที่จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้มาจากรายได้ของกิจการหรือเนื่องจากกิจการหักด้วยรายจ่ายของกิจการ ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน มาตรา ๖๕ ทวิ และ มาตรา ๖๕ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

 

ประเภทของภาษี

ภาษี มี 5 ประเภทจำแนกได้ ดังนี้

ภาษีอากรตามระดับที่จัดเก็บได้แก่

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต เรียกกันว่า ภาษีระดับประเทศ

  • ส่วนภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย ภาษีท้องที่ เรียกว่า ภาษีระดับท้องถิ่น

ภาษีอากรตามหลักการผลักภาระภาษีได้แก่

  • ภาษีทางตรง คือภาษีที่ผู้เสียภาษีไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น
  • ภาษีทางอ้อม คือภาษีที่ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น

ภาษีอากรตามวิธีการประเมินภาษีได้แก่

  • ภาษีตามมูลค่า คือภาษีที่เรียกเก็บตามมูลค่าของฐานภาษี ปกติจะ กำหนดอัตราภาษีเป็นร้อยละ เช่น ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น
  • ภาษีตามสภาพ เป็นภาษีที่จัดเก็บตามปริมาณของฐานภาษี ดังนั้นการจัดเก็บภาษีจึงจัดเก็บเป็นอัตราต่อปริมาณ เช่นจัดเก็บตามกิโลกรรม ตามชิ้นภาษีที่ จัดเก็บตามปริมาณได้แก่ ภาษีสรรสามิตร ภาษีศุลกากร

ภาษีอากรตามลักษณะการนำเงินภาษีไปใช้ได้แก่

  • ภาษีทั่วไป จัดเก็บเพื่อนำไปใช้ในกิจการทั่วไปของรัฐ เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร เป็นต้น
  • ภาษีเพื่อการเฉพาะอย่าง จัดเก็บเพื่อนำไปใช้ในกิจการใดกิจการหนึ่ง โดยเฉพาะจะนำไปใช้เพื่อกิจการอื่นไม่ได้ เช่น ภาษีน้ำตาล ภาษีที่เก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเป็นกองทุนน้ำมัน เป็นต้น

    ภาษีตามความถาวรของกฎหมายภาษีอากร
    ได้แก่
    ภาษีถาวร คือภาษีที่เก็บอยู่เป็นปกติในแต่ละปี เช่น ภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีโรงเรือน เป็นต้น
    ภาษีชั่วคราว คือภาษีที่จัดเก็บเป็นการชั่วคราวเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือเพื่อ กิจการใดกิจการหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดเหตุการณ์นั้นแล้วก็จะยกเลิกการเก็บ เช่น การเก็บ ภาษีเพิ่มขึ้นในช่วงสงครามเพื่อนำไปใช้ในการป้องกันประเทศเป็นต้น

    ผลกระทบของการจัดเก็บภาษีอากร
    การจัดเก็บภาษีในแต่ละปีนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายด้าน ที่สำคัญคือ ผลกระทบด้านการจัดสรรทรัพยากร ด้านการกระจายรายได้ และผลกระทบต่อผลผลิตของชาติ ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

ผลกระทบด้านการจัดสรรทรัพยากร การเก็บภาษีคือการโอนย้ายทรัพยากรจาก ภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐ ดังนั้นผลกระทบจะเกิดกับส่วนใด ขึ้นอยู่กับว่า รัฐเรียกเก็บภาษีแต่ละประเภทจากคนกลุ่มใด เช่น การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่จัดเก็บจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้า ดังนั้น ถือว่าภาษีประเภทนี้มีผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ใช้สินค้าหรือบริการ ที่ต้องส่งหรือโอนเงินให้กับรัฐบาล เป็นต้น

ผลกระทบด้านการกระจายรายได้ อย่างที่กล่าวไว้ว่าการจัดเก็บภาษีจะจัดเก็บจากผู้ที่มีเงินได้ ซึ่งมีผลทำให้รายได้ที่แท้จริงของผู้มีเงินได้ลดลง การจัดเก็บภาษีจึงมีผลต่อการกระจายรายได้ด้วย หมายความว่า ถ้าภาษีส่วนใหญ่ของประเทศเป็นภาษีทางตรงในอัตราที่ก้าวหน้า ภาระภาษีก็จะตกอยู่กับคนที่มีรายได้สูง ทำให้การกระจายรายได้มีความเป็นธรรม หรือถ้าภาษีนั้นเป็นภาษี ทางอ้อมเช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาระภาษีก็จะกระจายให้กับคนทุกกลุ่มที่ใช้สินค้าหรือบริการ ผลกระทบต่อการผลิตของชาติ การเก็บภาษีจะมีผลต่อการบริโภค การออม และการ ลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงการผลิตด้วย การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการผลิตจึง ขึ้นอยู่กับการจัดเก็บภาษีอากรแต่ละประเภทเป็นสำคัญ เช่น การเก็บภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจะทำให้ รายได้ของผู้เสียภาษีน้อยลง การทำงานลดลง การจ้างงานลดลง ส่งผลให้การผลิตรมของชาติลดลง ไปด้วย เป็นต้น

 

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นภาษีทางตรงซึ่งที่จัดเก็บตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายรัษฎากร จัดเก็บจากเงินได้ทุกประเภท ตามหลักเกณฑ์เงินสด หากเงินได้ประเภทใดที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีนั้น จะต้องบัญญัติไว้โดยกฎหมายว่าเงินได้ประเภทนั้นได้รับการยกเว้น หน่วยงานรัฐบาลที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ กรมสรรพากรประเทศไทยจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามหลักแหล่งเงินได้และหลักถิ่นที่อยู่ตามหลักแหล่งเงินได้นั้น ไม่สำคัญว่าบุคคลนั้นจะมีสัญชาติใด และไม่สำคัญว่าเงินได้พึงประเมินนั้นจะจ่ายจากหรือจ่ายในประเทศไทย หากมีเงินได้พึงประเมินในปีปฏิทินที่ผ่านมา จากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย บุคคลนั้น ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตามบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรในส่วนของหลักถิ่นที่อยู่ ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยอย่างน้อย 180 วันในหนึ่งปีปฏิทินนั้น ถือว่าเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย เมื่อมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว จากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือ เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในประมวลรัษฎากร เมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย ในปีปฏิทินเดียวกันกับที่ได้รับเงินได้พึงประเมินนั้นประมวลรัษฎากรบัญญัติประเภทของเงินได้พึงประเมินไว้ใน มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร โดยแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้

  1. เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน
  2. เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ
  3. เงินได้จากค่าสิทธิ
  4. เงินได้จากการลงทุนในทรัพย์สิน (Capital Gains)
  5. เงินได้จากการให้เช่า
  6. เงินได้จากวิชาชีพอิสระ
  7. เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุน ด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ
  8. เงินได้จากการธุรกิจ หรือเงินได้อื่นๆ นอกจากกล่าวไว้ข้างต้น

 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่

  1. บุคคลธรรมดา
  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
  3. ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีปฏิทิน
  4. กองมรดกที่ยังมิได้แบ่ง

ในส่วนของคู่สามีภริยาที่ความเป็นสามีภรรยาคงอยู่ตลอดปีภาษีนั้น ให้ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษี ต่างมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากกัน และแบ่งเงินได้พึงประเมินที่สามีและภริยาทำร่วมกัน หรือสามีและภริยาจะตกลงเลือกยื่นรายการและเสียภาษีรวมกันก็ได้กรณีเงินได้พึงประเมินที่ไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามี หรือภริยาฝ่ายละจำนวนเท่าใดตามมาตรา 40(2) – 40(8) ให้แบ่งสัดส่วนคนละ 50% ของเงินได้ประเภทนั้น เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (8) จากการขายสินค้า การพาณิชย์ การขนส่ง ฯลฯ ให้สามีภรรยาเลือกแบ่งเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้แบ่งกันฝ่ายละกึ่ง ส่วนสิทธิประโยชน์ที่สามีภริยาได้รับเพิ่ม กรณีการหักค่าลดหย่อน มี 3 รายการ คือ ค่าลดหย่อนบุตรได้คนละ 15,000 บาท ค่าลดหย่อนการศึกษาบุตรได้คนละ 2,000 บาท และค่าลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมซื้อที่อยู่อาศัย สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างกู้ยืม มีเงินได้ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างฝ่ายหักได้คนละ 100,000 บาท

 

 

ผู้ทำบัญชี และหน้าที่และความรับผิดชอบ

ผู้ทำบัญชี คือ ผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ว่าจะได้กระทำในฐานะเป็นลูกจ้างของผู้มีหน้า ที่จัดทำบัญชีหรือไม่ก็ตาม
ผู้ทำบัญชีได้แก่บุคคลต่อไปนี้
1. กรณีเป็นพนักงานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้แก่
ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี
สมุห์บัญชี
หัวหน้าแผนกบัญชี
ผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่ง ดังกล่าว
2. กรณีเป็นสำนักงานบริการรับทำบัญชี คือ
หัวหน้าสำนักงานกรณีที่เป็นสำนักงานที่มิได้จัดตั้งในรูปคณะบุคคล
ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี กรณีเป็นสำนักงานที่จัดตั้งในรูป คณะบุคคล
กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี กรณีที่เป็นสำนักงาน ที่จัดตั้งในรูปนิติบุคคล
3. บุคคลธรรมดา ที่ประกอบวิชาชีพรับจ้างทำบัญชีอิสระ กรณีเป็นผู้รับจ้างทำบัญชีอิสระ
4. ผู้ช่วยผู้ทำบัญชี กรณีที่ “ผู้ทำบัญชี” รับทำบัญชีเกินกว่า 100 ราย
5. บุคคลอื่นนอกจากที่ระบุตาม 1.1-1.4 ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

คุณสมบัติของผู้ทำบัญชี
1. มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
2. มีความรู้ภาษาไทยเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ทำบัญชีได้
3. ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายบัญชี กฎหมายผู้สอบบัญชี เว้นแต่พ้นโทษ
มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
4. มีคุณวุฒิการศึกษาตามขนาดธุรกิจในแต่ละกลุ่ม ดังนี้
(1) กลุ่ม 1 ผู้ทำบัญชีของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ณ วันปิดบัญชี ในรอบปีที่ผ่านมา มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่า
อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางการบัญชี หรือเทียบเท่า ทั้งนี้ กรณีที่ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้ รวมของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้ผู้ทำบัญชีไม่มีคุณสมบัติ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถเป็น
ผู้ทำบัญชีของกิจการนั้นต่อไปได้เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันสิ้นรอบปีบัญชีที่มีการเปลี่ยนแปลง

(2) กลุ่ม 2 ผู้ทำบัญชีของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และบริษัทจำกัดที่มีทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้รวม
รายการใดรายการหนึ่ง เกินกว่าที่กำหนดในกลุ่ม 1 บริษัทมหาชนจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กิจการร่วมค้า ตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร
เงินทุน/หลักทรัพย์ เครดิตฟองซิเอร์ ประกันชีวิต ประกันวินาศภัย และผู้ประกอบธุรกิจซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตามกฎหมายว่าด้วย
การส่งเสริมการลงทุน ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่า

เงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี
ผู้ทำบัญชีจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้
1. แจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชี พร้อมด้วยหลักฐานตามที่กำหนดต่ออธิบดี ตามแบบ ส.บช. 5 และ ส.บช.5-1
ภายใน 60 วัน นับจาก
(1) วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ (10 สิงหาคม 2544) กรณีทำบัญชีอยู่แล้ว
(2) วันเริ่มทำบัญชี
(3) วันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับผู้ทำบัญชี
2. เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีอย่างน้อย 1 ครั้ง ในทุก ๆ รอบสามปี
3. ต้องรับทำบัญชีไม่เกินปีละ 100 ราย หากเกินจะต้องมีผู้ช่วยที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับ ผู้ทำบัญชีอย่างน้อย 1 คน
ในทุก ๆ 100 ราย ที่เกิน 100 รายแรก เศษของ 100 ถ้าเกินกว่า 50 ให้นับ เป็น 100

หน้าที่ของผู้ทำบัญชี
1. จัดทำบัญชีเพื่อให้แสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของ “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”
ที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง และตามมาตรฐานการบัญชีโดยมีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน
2. ลงรายการบัญชีเป็นภาษาไทย หากลงรายการเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับหรือลงรายการเป็นรหัสบัญชี ให้มีคู่มือคำแปรรหัสบัญชีที่เป็นภาษาไทยไว้
3. เขียนด้วยหมึก ดีดพิมพ์ หรือตีพิมพ์ หรือทำด้วยวิธีอื่นใดที่ได้ผลในทำนองเดียวกัน

 

 

คุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

1 ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาตรีทางการบัญชี โดยจะต้องเคยศึกษาและสอบผ่าน 7 รายวิชา ในระดับปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาที่ ก.บช. ให้การรับรอง ดังนี้
การบัญชีขั้นต้น/ชั้นต้น และการบัญชีขั้นกลาง/ชั้นนกลาง                                              3 รายวิชา
การบัญชีชั้นสูง/ขั้นสูง                                                                                                             1 รายวิชา
การบัญชีต้นทุน                                                                                                                         1 รายวิชา
การสอบบัญชี                                                                                                                            1 รายวิชา
การภาษีอากร                                                                                                                            1 รายวิชา
รวม                                                                                                                                              7 รายวิชา
2 ฝึกหัดงานเกี่ยวกับการสอบบัญชีเป็นเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 3 ปีบริบูรณ์ และมีเวลา ฝึกหัดงานไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง
3 มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว
4 มีสัญชาติไทยหรือมีสัญชาติของประเทศที่ยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้สอบบัญชีใน ประเทศนั้นได้
5 ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
6 ไม่เคยต้องโทษจำคุกในคดีที่ ก.บช. เห็นว่าอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่ง วิชาชีพ
7 ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ และ
8 ไม่ประกอบอาชีพอย่างอื่นที่ไม่เหมาะสมหรือทำให้ขาดความเป็นอิสระในหน้าที่ผู้สอบบัญชี

มารยาทของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องรักษามรรยาทตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ.2534)ออกตามความใน
พระราชบัญญัติผู้สอบบัญชี พ.ศ.2505 และคำชี้แจงกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ.2534) เรื่อง มรรยาทของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งกำหนดหลักพื้นฐานเกี่ยวกับมรรยาทของผู้สอบบัญชี รับอนุญาตเพื่อเป็นขอบเขตและแนวทางปฏิบัติงาน ของผู้สอบบัญชีในการให้บริการทางวิชาชีพโดยกำหนดไว้ 5 หมวด ดังนี้
1. ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต
2. ความรู้ความสามารถและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน
3. มรรยาทต่อลูกค้า
4. มรรยาทต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพ
5. มรรยาททั่วไป

การจัดทำบัญชี

เมื่อเริ่มต้นประกอบธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องพิจารณาไปพร้อม ๆ กับการวางแผนการดำเนินธุรกิจ คือ การเตรียมการในเรื่องการจัดทำบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ การลงบัญชี เพื่อจะได้จัดทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย
1. กรณีผู้มีหน้าที่ จัดทำบัญชี เป็นบุคคลธรรมดา หรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียน จะต้องพิจารณาว่าประกอบธุรกิจอะไร หากประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้มีไว้เพื่อจำหน่าย ผู้นำ เข้ามาในราชอาณาจักร หรือผู้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าประเภทแถบเสียบเพลง แถบวีดิทัศน์ และแผ่นซีดี มีหน้าที่ต้อง จัดทำบัญชีสินค้า นับแต่วันเริ่มต้นประกอบธุรกิจ เป็นต้นไป แต่หากประกอบ ธุรกิจประเภทอื่น ๆ ขณะนี้ยังไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 จนกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะออกประกาศกำหนดเพิ่มเติมว่าการประกอบธุรกิจประเภทใด มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี
2. กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่เป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจใน ประเทศไทยและกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร หน้าที่ต้องจัดทำ บัญชีดังต่อไปนี้ให้ครบถ้วน ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี
(1) บัญชีรายวัน
(ก) บัญชีเงินสด
(ข) บัญชีธนาคาร แยกเป็นแต่ละเลขที่บัญชีธนาคาร
(ค) บัญชีรายวันซื้อ
(ง) บัญชีรายวันขาย
(จ) บัญชีรายวันทั่วไป
(2) บัญชีแยกประเภท
(ก) บัญชีแยกประเภทสินทรัพย์ หนี้สินและทุน
(ข) บัญชีแยกประเภทรายได้และค่าใช้จ่าย
(ค) บัญชีแยกประเภทลูกหนี้
(ง) บัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้
(3) บัญชีสินค้า

 

(4) บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภทอื่น และบัญชีแยกประเภทย่อยตามความจำเป็นแก่การทำบัญชีของธุรกิจ
ทั้งนี้ ชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำดังกล่าวข้างต้น ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากที่ได้กำหนดไว้ตามกฎหมาย บัญชีเดิม
หรือประกาศคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 285 ยกเว้นแต่ในเรื่องของการกำหนดให้จัดทำ”บัญชีธนาคาร แยกเป็นแต่ละเลขที่บัญชีธนาคาร” ซึ่งเป็นการกำหนดขึ้นใหม่ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ปฏิบัติให้ถูกต้อง หากมีการเปิดบัญชีธนาคารในนามของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เช่น บริษัท ก, ห้างหุ้นส่วน จำกัด ข ธุรกิจก็ต้องจัดทำบัญชีธนาคาร โดยแยกเป็นแต่ละเลขบัญชีธนาคารที่เปิดบัญชีไว้ให้ครบถ้วนถูกต้องด้วย จะบันทึกบัญชีธนาคาร โดยนำทุกบัญชีธนาคารที่เปิดใช้มาลงรวมกันเป็นบัญชีเดียวไม่ได้

 

การแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย

กรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีประสงค์จะแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหาย หรือเสียหายจะต้องดำเนินการ ดังนี้
3.1 จะต้องยื่นแบบแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย ตามแบบ ส.บช. 2 พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบการขอแจ้งบัญชีฯ สูญหายหรือเสียหาย ตามที่ระบุไว้ในแบบ ส.บช. 2 ดังนี้
3.1.1 สำเนาหลักฐานของผู้มีหน้าที่ จัดทำบัญชี ดังนี้
สำเนาหนังสือรับรองรายการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กรณีเป็นนิติบุคคล
สำเนาทะเบียนพาณิชย์ กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย หรือบุคคลธรรมดา-สำเนาการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร กรณีเป็นกิจการร่วมค้า
3.1.2 ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ กรณีบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีเสียหาย
3.1.3 หลักฐานที่แสดงได้ว่ามีการสูญหาย/เสียหายจริง
3.1.4 หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรครบถ้วนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ กรณีผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลมอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทนสำเนาเอกสารประกอบคำขออนุญาตทุกฉบับจะต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาโดยผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) หรือโดยผู้รับมอบอำนาจแล้วแต่กรณี

3.2 จำนวนแบบแจ้งแจ้งบัญชีฯ สูญหายหรือเสียหายที่ใช้ ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องยื่นแบบแจ้งบัญชีฯ สูญหายหรือเสียหาย (แบบ ส.บช.2) ดังนี้
3.2.1 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบ ส.บช. 2 จำนวน 2 ชุด
3.2.2 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่น ให้ยื่นแบบ ส.บช. 2 จำนวน 3 ชุด
3.3 สถานที่ยื่นแบบแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย
3.3.1 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหายต่อสารวัตรบัญชีประจำ สำนักงานบัญชีประจำท้องที่กรุงเทพมหานครหรือต่อสารวัตรใหญ่บัญชี สำนักงานกลางบัญชี ณ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ รมทะเบียนการค้า
3.3.2 กรณีเป็นนิติบุคคลที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่นให้ยื่นแบบแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการสอบบัญชีสูญหายหรือเสี่ยหายต่อสารวัตรบัญชีประจำ สำนักงานท้องที่จังหวัด ณ สำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัด ที่นิติบุคคลดังกล่าวตั้งอยู่ หรือจะยื่นต่อสารวัตรใหญ่ บัญชี สำนักงานกลางบัญชี ณ สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้า
3.4 ระยะเวลาที่จะต้องยื่นแบบ ส.บช. 2ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องยื่นแบบแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือ เสียหาย (แบบ ส.บช. 2) ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น

ภาพรวมในการกำกับดูแลรายงานทางการเงิน

รายงานทางการเงินถือเป็นข้อมูลสำคัญที่แสดงถึงฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงานของกิจการในตลาดทุน  อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนในการนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน และยังมีส่วนช่วยในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยด้วย  ก.ล.ต. จึงได้ให้ความสำคัญในการกำกับดูแลและพัฒนาคุณภาพของรายงานทางการเงิน  เพื่อให้รายงานทางการเงินที่กิจการในตลาดทุนเปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส  เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุน และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล  โดยการดำเนินการของ ก.ล.ต. จะประกอบไปด้วย 3 ด้าน คือ

การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพและความเชื่อมั่นของข้อมูลในรายงานทางการเงินของกิจการในตลาดทุน  ก.ล.ต. จึงมุ่งเน้นที่จะผลักดันและสนับสนุนให้สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดมาตรฐานวิชาชีพบัญชีของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในส่วนของการพัฒนามาตรฐานการบัญชีให้เป็นไปตาม International Financial Reporting Standards (IFRSs) ที่กำหนดโดย International Accounting Standards Board (IASB) และมาตรฐานการสอบบัญชีให้เป็นไปตาม International Standards on Auditing (ISAs) ที่กำหนดโดย International Auditing and Assurance Standards Board (IAASB)

การกำกับดูแลผู้สอบบัญชี

ก.ล.ต. ได้ให้ความสำคัญกับผู้สอบบัญชี ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่มีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อข้อมูลที่กิจการเปิดเผย  พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จึงได้กำหนดให้ผู้สอบบัญชีของกิจการในตลาดทุนต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.  และ ก.ล.ต. จะติดตามดูแลคุณภาพการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีในตลาดทุนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีสากล โดยเป็นการกำกับดูแลทั้งในด้านคุณภาพในการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีแต่ละราย และคุณภาพของสำนักงานสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีสังกัดด้วย

การติดตามดูแลรายงานทางการเงินของกิจการในตลาดทุน

ก.ล.ต. ได้กำหนดให้การจัดทำและการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่กำหนดขึ้นโดยสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ และต้องมีผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. เป็นผู้สอบทาน (กรณีงบการเงินรายไตรมาส) หรือตรวจสอบ (กรณีงบการเงินประจำปี)   รวมทั้งติดตามและตรวจทานงบการเงินของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ทุกไตรมาสเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ลงทุนจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน และหาก ก.ล.ต. พบว่า งบการเงินมีข้อผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง จะสั่งให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ทำการแก้ไขงบการเงินให้ถูกต้อง และเผยแพร่ข้อมูลการสั่งแก้ไขงบการเงินบนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต.  ในกรณีที่ ก.ล.ต. ตรวจทานงบการเงินแล้วพบว่า บริษัทที่ออกหลักทรัพย์มีการทำธุรกรรมที่อาจมีข้อสงสัยว่าผิดปกติ หรือกรณีอื่นใดที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหลักทรัพย์หรือต่อการตัดสินใจในการลงทุน หรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาของหลักทรัพย์ของบริษัท ก.ล.ต. ก็อาจสั่งให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์จัดหาผู้สอบบัญชีเพื่อทำการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ และรายงานให้ ก.ล.ต. ทราบ ซึ่งการสั่งการดังกล่าว ก.ล.ต. จะเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. เพื่อให้ผู้ลงทุนทราบด้วยเช่นกัน

มรรยาท (จรรยาบรรณ) ของ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

ในการกำหนด มรรยาทผู้สอบบัญชี ตามหลักสากลนิยม มีโครงสร้างดังต่อไปนี้
1. หลักการพื้นฐาน เป็นแนวคิดหรือหลักการสำคัญอันเป็นที่มาของข้อกำหนดมรรยาท
2. ข้อกำหนด เป็นบทบัญญัติที่กำหนดมรรยาทของผู้สอบบัญชีเป็นข้อๆ ตามหลักการพื้นฐาน
3. คำชี้แจง เป็นคำอธิบายหลักการพื้นฐานและข้อกำหนดแต่ละข้อให้ชัดเจนในรายละเอียด รวมทั้งการยกตัวอย่างประกอบในบางกรณี
4 . คำวินิจฉัย เฉพาะกรณี เป็นผลของการพิจารณาที่เกิดขึ้นแล้ว
ได้กำหนดหลักการพื้นฐาน มรรยาทของผู้สอบบัญชี ไว้ 5 หมวด คือ
1. ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต
ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ในการตรวจสอบและเสนอรายงานการสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีต้องรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ผลงานของผู้สอบบัญชีเป็นที่เชื่อถือได้
ความเที่ยงธรรม หมายถึง การใช้ดุลยพินิจโดยปราศจากความลำเอียง และการพิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างยุติธรรมและเป็นกลางความซื่อสัตย์สุจริต หมายถึง การประพฤติตรงจริงใจ ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง ไม่ปกปิดข้อเท็จจริงหรือบิดเบือนความจริงอันเป็นสาระสำคัญของงบการเงิน ไม่แสดงตนว่าได้ตรวจสอบบัญชี ตามมาตรฐานและกฎเกณฑ์การสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป ถ้าตนไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานและจัดให้มีกระดาษทำการและหลักฐานอื่นมาแสดงเพื่อปลดเปลื้องหน้าที่ ของตนตามมาตรฐานการสอบบัญชี

2. ความรู้ความสามารถ และมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ในการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีต้องใช้ความรู้ความสามารถและความชำนาญงานในวิชาชีพเป็นพิเศษ เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ผลงานของผู้สอบบัญชีเป็นที่เชื่อถือได้ การที่จะสามารถปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง และรอบคอบตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป ผู้สอบบัญชีต้องวางแผนและควบคุมงานสอบบัญชี จนสามารถรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบให้เป็นที่เพียงพอแก่การแสดงความเห็นในรายงานการสอบบัญชี โดยปราศจากการคาดคะเนรายการใดๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นของกิจการที่ตนรับสอบบัญชี เว้นแต่เป็นการประมาณการทางบัญชีตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป ตลอดจนจะต้องจัดทำรายงานการสอบบัญชีเพื่อแสดงความเห็น ว่างบการเงินถูกต้องตามที่ควรตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปหรือไม่เพียงใดจากหลักฐานที่ได้จากการตรวจสอบ

3. มรรยาทต่อลูกค้า
ผู้สอบบัญชีพึงให้บริการแก่ลูกค้า โดยสำนึกในหลักการและมรรยาทแห่งวิชาชีพในการนี้ผู้สอบบัญชีจะต้องปฏิบัติงานด้วยความรู้ ความสามารถ และตามมาตรฐานการปฏิบัติงานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ และจะต้องไม่ละทิ้งงานที่รับตรวจสอบโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ในการปฏิบัติงานสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลใดๆ ที่พึงถือเป็นความลับของกิจการที่ตนตรวจสอบ ผู้สอบบัญชีจะต้องไม่นำข้อมูลนั้นไปเปิดเผย ทั้งนี้รวมถึงการที่ผู้สอบบัญชีผู้ร่วมสำนักงาน หรือผู้ช่วยผู้สอบบัญชีจะต้องไม่นำข้อมูลที่ได้มาในระหว่างการปฏิบัติงานสอบบัญชีไปใช้ หรือเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าได้ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก เว้นแต่กรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า หรือกรณีที่ต้องให้ถ้อยคำในฐานะพยานตามกฎหมาย รวมทั้งกรณีที่เป็นการเรียกตรวจสอบโดยหน่วยราชการ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและส่งเสริมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชีจึงจะเปิดเผยได้

4. มรรยาทต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพ
ผู้สอบบัญชีควรให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพสอบบัญชี และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพเดียวกันในกรณีที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานโดยผู้สอบบัญชีอื่น ผู้สอบบัญชีจะต้องไม่ทำงานเกินขอบเขตที่ตนได้รับมอบหมาย เว้นแต่จะได้รับอนุญาต จากผู้สอบบัญชีที่มอบหมายนั้นก่อน และจะต้องไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการแย่งงานหรือแย่งผู้ช่วยผู้สอบบัญชีจากผู้สอบบัญชีอื่น
5. มรรยาททั่วไป
วิชาชีพสอบบัญชีเป็นวิชาชีพอิสระที่มีเกียรติ ผลงานของผู้สอบบัญชีเป็นที่เชื่อถือ ของบุคคลหลายฝ่ายรวมทั้งสาธารณชน ผู้สอบบัญชีจึงต้องปฏิบัติตนเพื่อรักษาจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาและส่งเสริมเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ และพึงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม

การสอบบัญชี

ตามมาตรฐานการสอบบัญชี ฉบับที่ 200 เรื่องวัตถุประสงค์และหลักการพื้นฐานของการสอบบัญชีได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการสอบบัญชีดังนี้  “การตรวจสอบงบการเงินมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สอบบัญชีสามารถแสดงความเห็นต่องบการเงินว่างบการเงินนั้นได้จัดทำในส่วนสาระสำคัญเป็นไปตามแม่บทการบัญชีในการรายงานทางการเงินหรือไม่”  ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการตรวจสอบงบการเงิน คือ การแสดงความเห็นว่างบการเงินนั้นได้แสดงฐานะการเงิน ผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดของกิจการโดยถูกต้องตามควรในสาระสำคัญตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปหรือไม่
การสอบบัญชี
การสอบบัญชี หมายถึงกระบวนการรวบรวม และการประเมินหลักฐานเกี่ยวกับสารสนเทศเพื่อระบุและรายงานเกี่ยวกับระดับความสอดคล้องต้องกันของสารสนเทศนั้นกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้และสื่อสารผลลัพธ์ให้ผู้ใช้ที่สนใจ

กระบวนการสอบบัญชี
การสอบบัญชีเป็นกระบวนการของการรวบรวมและประเมินหลักฐานการสอบบัญชี เพื่อให้ผู้สอบบัญชีสามารถสรุปผลการตรวจสอบและจัดทำรายงานการสอบบัญชีได้ กระบวนการสอบบัญชีแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอน

  1. กระบวนการวางแผน
    1.1 การพิจารณารับงานสอบบัญชี
    1.2 การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่ตรวจสอบ
    1.3 การวิเคราะห์เปรียบเทียบในเบื้องต้น
    1.4 การกำหนดระดังความมีสาระสำคัญ
    1.5 การประเมินความเสี่ยงในการสอบบัญชีที่ยอมรับได้และความเสี่ยงสืบเนื่อง
    1.6 การทำความเข้าใจระบบการควบคุมภายในและการประเมินความเสี่ยงจากการควบคุม
    1.7 การพัฒนาแผนการสอบบัญชีโดยรวมและการจัดทำแนวการสอบบัญชี
    2. การปฏิบัติงานตรวจสอบ ประกอบด้วย การทดสอบการควบคุมและการตรวจสอบเนื้อหาสาระ
    2.1 วงจรรายได้
    2.2 วงจรรายจ่าย
    2.3 วงจรการผลิต
    2.4 วงจรการลงทุน
    2.5 วงจรการจัดหาเงิน
    2.6 การตรวจสอบที่สำคัญเพิ่มเติม
    3. การเสร็จสิ้นการสอบบัญชีและการออกรายงานการสอบบัญชี
    3.1 การประเมินผลจากหลักฐานการสอบบัญชี
    3.2 การเสนอรายการปรับปรุงและรายการจัดประเภทบัญชี
    3.3 การออกรายงานการสอบบัญชี
    ประเภทของการตรวจสอบ
    1. การตรวจสอบงบการเงิน หมายถึง การตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีและรายงานทางการเงิน เช่น งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพื่อประเมินว่าข้อมูลดังกล่าวมีความสมบูรณ์ เชื่อถือได้ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินเพื่อแสดงความเห็นต่อความถูกต้องของงบการเงินนั้น โดยปฏิบัติตามหลักการพื้นฐาน ดังต่อไปนี้
    – มรรยาทผู้สอบบัญชี
    – มาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป
    – การใช้วิจารณญาณในการสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ
    2. การตรวจสอบการดำเนินการ หมายถึง การสอบทานขั้นตอน วิธีการปฏิบัติงานและภาระหน้าที่ต่างๆในองค์กร เพื่อให้มั่นใจว่า ลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติงานและภาระหน้าที่ในแต่ละหน่วยงานได้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด และผลของงานนั้นได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
    3. การตรวจสอบการปฏิบัติงานตามกฏระเบียบ หมายถึง การตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานขององค์กรเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ
    ข้อบังคับของหน่วยงานกำกับดูแล และกฎระเบียบนโยบายขององค์กร

มาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป

มาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป หมายถึง แนวทางการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชีต้องปฏิบัติงานตรวจสอบงบการเงินตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไปซึ่งกำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี มาตรฐานการสอบบัญชีประกอบด้วยหลักการพื้นฐานและวิธีการตรวจสอบที่สำคัญ รวมทั้ง
แนวทางปฏิบัติต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยในปัจจุบัน สภาวิชาชีพได้จัดทำร่างมาตรฐานการสอบบัญชีเพื่อใช้แทนมาตรฐานการสอบบัญชีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน